— สารบัญ 9 หัวข้อ
  1. 01 รหัสแนะนำ Bitfinex “4L39Hns5S” ยังใช้ได้อยู่ไหม?
  2. 02 สิทธิประโยชน์จากรหัสแนะนำ Bitfinex “4L39Hns5S”
  3. 03 ขั้นตอนการสมัคร Bitfinex ด้วยรหัสแนะนำ
  4. 04 สิ่งที่ควรทำหลังสมัคร Bitfinex เสร็จ
  5. 05 รหัสแนะนำ Bitfinex เพิ่มย้อนหลังหลังสมัครไม่ได้
  6. 06 Bitfinex คืออะไร
  7. 07 จุดเด่นของ Bitfinex
  8. 08 แนวโน้มด้านกฎระเบียบของ Bitfinex
  9. 09 ความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนใช้ Bitfinex

รหัสแนะนำ Bitfinex เฉพาะของ chainhelm คือ

ณ วันที่ 2026-07-17 เราได้สมัครในฐานะผู้ใช้ใหม่จริง และยืนยันแล้วว่ารหัสแนะนำถูกนำไปใช้

เพียงกรอกรหัสตอนสมัคร คุณก็จะได้รับ ส่วนลดค่าธรรมเนียม 6% สำหรับผู้ใช้ใหม่ รหัสแนะนำกรอกได้เฉพาะตอนสมัครเท่านั้น ไม่สามารถเพิ่มย้อนหลังได้ จึงแนะนำให้กรอกตั้งแต่ตอนลงทะเบียน

บทความนี้จะอธิบายทั้งขั้นตอนการสมัครด้วยรหัสแนะนำ Bitfinex จุดเด่นของ Bitfinex การใช้งานได้หรือไม่ในประเทศไทย ตลอดจนความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ควรรับรู้ โดยขั้นตอนการสมัครและการกรอกรหัสแนะนำนั้น เป็นสิ่งที่ทีมบรรณาธิการ chainhelm ได้ทดลองด้วยตนเอง

รหัสแนะนำ Bitfinex “4L39Hns5S” ยังใช้ได้อยู่ไหม?

ทีมบรรณาธิการ chainhelm ได้สร้างบัญชี Bitfinex ใหม่เมื่อ 2026-07-17 และยืนยันแล้วว่ารหัสแนะนำ “4L39Hns5S” ยังใช้ได้อยู่

ภาพนี้คือหน้าจอจริงที่บันทึกไว้ระหว่างการตรวจสอบ

— ภาพ 1
แบบฟอร์มสมัครที่ยังว่าง
2026-07-17
แบบฟอร์มสมัครที่ยังว่าง
หน้าจอสมัครสมาชิกที่ยังไม่ได้กรอกข้อมูล โดยระบบเลือกประเทศ Thailand และใส่รหัสแนะนำไว้ให้แล้ว ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

หน้าจอแสดงข้อความ “I have a Referral code” ซึ่งยืนยันได้ว่ารหัสแนะนำ 4L39Hns5S ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องแล้ว

chainhelm ตรวจสอบความถูกต้องของรหัสอยู่เสมอ และยืนยันว่ายังใช้งานได้

สิทธิประโยชน์จากรหัสแนะนำ Bitfinex “4L39Hns5S”

เมื่อกรอกรหัสนี้ตอนสมัคร คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่อไปนี้บน Bitfinex

  • สิทธิประโยชน์: ส่วนลดค่าธรรมเนียม 6% สำหรับผู้ใช้ใหม่
  • วันหมดอายุ: ไม่มี
  • ผู้มีสิทธิ์: ผู้ใช้ใหม่

รหัสแนะนำจะถูกนำไปใช้เฉพาะตอนสร้างบัญชีเท่านั้น หากลืมกรอกจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ จึงโปรดระมัดระวัง

ขั้นตอนการสมัคร Bitfinex ด้วยรหัสแนะนำ

เราจะอธิบายแยกกันระหว่างการสมัครบน PC/เบราว์เซอร์ กับการสมัครบนสมาร์ทโฟน (มือถือ)

ขั้นตอนการสมัครบน PC/เบราว์เซอร์

  1. ขั้นแรก เปิดหน้าลงทะเบียนอย่างเป็นทางการของ Bitfinex ก่อน (เป็นลิงก์ที่ใส่รหัสแนะนำไว้ให้แล้ว) เมื่อเปิดขึ้นมา จะเห็นหน้าจอประมาณนี้

  2. กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มสมัคร

    — ภาพ 2
    แบบฟอร์มสมัครที่ยังว่าง
    2026-07-17
    แบบฟอร์มสมัครที่ยังว่าง
    หน้าจอสมัครสมาชิกที่ยังไม่ได้กรอกข้อมูล โดยระบบเลือกประเทศ Thailand และใส่รหัสแนะนำไว้ให้แล้ว ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

    กรอกอีเมลที่ใช้งานได้ลงในช่อง “Email” จากนั้นตั้งชื่อผู้ใช้ในช่อง “Username” และสร้างรหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกับที่อื่นในช่อง “Password”

    ช่อง “Country of residence (Auto-detected)” ระบบตรวจจับประเทศให้อัตโนมัติเป็น Thailand อยู่แล้ว และเนื่องจากคุณเข้ามาผ่านลิงก์แนะนำ ช่องทำเครื่องหมาย “I have a Referral code” จึงถูกติ๊กไว้พร้อมกับกรอกรหัสแนะนำมาให้เรียบร้อย คุณจึงไม่ต้องกรอกเอง

    หากต้องการ คุณสามารถเริ่มสมัครด้วยบัญชี Google ได้เช่นกัน เมื่อกรอกครบทุกช่องแล้ว แบบฟอร์มจะพร้อมสำหรับการส่งในขั้นตอนถัดไป

  3. ตรวจสอบข้อมูลแล้วกดสมัคร

    — ภาพ 3
    แบบฟอร์มที่กรอกครบแล้ว
    2026-07-17
    แบบฟอร์มที่กรอกครบแล้ว
    หน้าจอสมัครที่กรอกอีเมล ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านครบพร้อมกดปุ่ม Sign up ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

    ตรวจสอบข้อมูลที่กรอกไว้ให้ถูกต้องอีกครั้ง ทั้งอีเมลและชื่อผู้ใช้ ส่วนรหัสผ่านจะแสดงเป็นจุดเพื่อปกปิดเอาไว้

    เมื่อคุณกด “Sign up” ถือว่าคุณยอมรับ “terms & conditions” และ “anti-spam policy” ของ bitfinex ไปพร้อมกัน

    จากนั้นกดปุ่ม “Sign up” สีเขียวด้านล่าง ระบบจะแสดงหน้าต่างตรวจสอบว่าไม่ใช่บอทขึ้นมาให้ทำต่อ

  4. ยืนยันว่าไม่ใช่บอท

    — ภาพ 4
    หน้าต่างทดสอบ captcha
    2026-07-17
    หน้าต่างทดสอบ captcha
    หน้าต่าง captcha ที่ให้ลากรูปทรงสองชิ้นไปวางให้ตรงกับกรอบที่กำหนด ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

    ลากรูปทรงทั้งสองชิ้นทางด้านขวาไปวางให้ตรงกับกรอบที่เป็นรูปเดียวกันบนภาพ ตามคำสั่ง “Drag the TWO shapes to their matching outlines”

    โจทย์ที่ปรากฏจะเปลี่ยนไปในแต่ละครั้ง เมื่อวางถูกตำแหน่งครบทั้งสองชิ้น ระบบจะพาไปยังขั้นตอนยืนยันอีเมลต่อไป

  5. กรอกรหัสยืนยันจากอีเมล

    — ภาพ 5
    หน้าจอกรอกรหัสยืนยัน
    2026-07-17
    หน้าจอกรอกรหัสยืนยัน
    หน้าจอ Check your email ที่มีช่องกรอกรหัส 6 หลักและปุ่ม Paste ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

    กรอกรหัสยืนยัน 6 หลักที่ถูกส่งไปยังอีเมลของคุณลงในช่องว่างทั้งหกช่อง หรือกดปุ่ม “Paste” เพื่อวางรหัสที่คัดลอกมาได้ทันที

    หากยังไม่ได้รับรหัส ให้รอจนหมดเวลานับถอยหลังแล้วจึงกด “Resend code” เพื่อขอรหัสใหม่ เมื่อกรอกรหัสถูกต้อง ระบบจะยืนยันอีเมลและพาคุณไปตั้งค่าการยืนยันตัวตนสองชั้นต่อไป

  6. เปิดอีเมลเพื่อดูรหัสยืนยัน

    — ภาพ 6
    อีเมลยืนยันจาก bitfinex
    2026-07-17
    อีเมลยืนยันจาก bitfinex
    อีเมลจาก bitfinex ที่แสดงรหัสยืนยัน 6 หลักซึ่งใช้ได้ภายใน 5 นาที ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

    เปิดกล่องจดหมายของคุณแล้วมองหาอีเมลจาก bitfinex หัวข้อ “Action required: verify email address”

    ภายในอีเมลใต้หัวข้อ “Please confirm your email address” จะมีรหัสยืนยัน 6 หลักแสดงอยู่ และใช้ได้ภายใน 5 นาที ให้คัดลอกรหัสนี้ไปกรอกในหน้าจอก่อนหน้าเพื่อยืนยันอีเมล

ขั้นตอนการสมัครบนสมาร์ทโฟน (iOS / Android)

  1. ขั้นแรก เปิดหน้าลงทะเบียนอย่างเป็นทางการของ Bitfinex บนแอปมือถือหรือเบราว์เซอร์ก่อน (เป็นลิงก์ที่ใส่รหัสแนะนำไว้ให้แล้ว) เมื่อเปิดขึ้นมา จะเห็นหน้าจอประมาณนี้

  2. กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มสมัคร

    — ภาพ 7
    แบบฟอร์มสมัครที่ยังว่าง
    2026-07-17
    แบบฟอร์มสมัครที่ยังว่าง
    หน้าจอสมัครสมาชิกที่ยังไม่ได้กรอกข้อมูล โดยระบบเลือกประเทศ Thailand และใส่รหัสแนะนำไว้ให้แล้ว ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

    กรอกอีเมลที่ใช้งานได้ลงในช่อง “Email” จากนั้นตั้งชื่อผู้ใช้ในช่อง “Username” และสร้างรหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกับที่อื่นในช่อง “Password”

    ช่อง “Country of residence (Auto-detected)” ระบบตรวจจับประเทศให้อัตโนมัติเป็น Thailand อยู่แล้ว และเนื่องจากคุณเข้ามาผ่านลิงก์แนะนำ ช่องทำเครื่องหมาย “I have a Referral code” จึงถูกติ๊กไว้พร้อมกับกรอกรหัสแนะนำมาให้เรียบร้อย คุณจึงไม่ต้องกรอกเอง

    หากต้องการ คุณสามารถเริ่มสมัครด้วยบัญชี Google ได้เช่นกัน เมื่อกรอกครบทุกช่องแล้ว แบบฟอร์มจะพร้อมสำหรับการส่งในขั้นตอนถัดไป

  3. ตรวจสอบข้อมูลแล้วกดสมัคร

    — ภาพ 8
    แบบฟอร์มที่กรอกครบแล้ว
    2026-07-17
    แบบฟอร์มที่กรอกครบแล้ว
    หน้าจอสมัครที่กรอกอีเมล ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านครบพร้อมกดปุ่ม Sign up ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

    ตรวจสอบข้อมูลที่กรอกไว้ให้ถูกต้องอีกครั้ง ทั้งอีเมลและชื่อผู้ใช้ ส่วนรหัสผ่านจะแสดงเป็นจุดเพื่อปกปิดเอาไว้

    เมื่อคุณกด “Sign up” ถือว่าคุณยอมรับ “terms & conditions” และ “anti-spam policy” ของ bitfinex ไปพร้อมกัน

    จากนั้นกดปุ่ม “Sign up” สีเขียวด้านล่าง ระบบจะแสดงหน้าต่างตรวจสอบว่าไม่ใช่บอทขึ้นมาให้ทำต่อ

  4. ยืนยันว่าไม่ใช่บอท

    — ภาพ 9
    หน้าต่างทดสอบ captcha
    2026-07-17
    หน้าต่างทดสอบ captcha
    หน้าต่าง captcha ที่ให้ลากรูปทรงสองชิ้นไปวางให้ตรงกับกรอบที่กำหนด ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

    ลากรูปทรงทั้งสองชิ้นทางด้านขวาไปวางให้ตรงกับกรอบที่เป็นรูปเดียวกันบนภาพ ตามคำสั่ง “Drag the TWO shapes to their matching outlines”

    โจทย์ที่ปรากฏจะเปลี่ยนไปในแต่ละครั้ง เมื่อวางถูกตำแหน่งครบทั้งสองชิ้น ระบบจะพาไปยังขั้นตอนยืนยันอีเมลต่อไป

  5. กรอกรหัสยืนยันจากอีเมล

    — ภาพ 10
    หน้าจอกรอกรหัสยืนยัน
    2026-07-17
    หน้าจอกรอกรหัสยืนยัน
    หน้าจอ Check your email ที่มีช่องกรอกรหัส 6 หลักและปุ่ม Paste ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

    กรอกรหัสยืนยัน 6 หลักที่ถูกส่งไปยังอีเมลของคุณลงในช่องว่างทั้งหกช่อง หรือกดปุ่ม “Paste” เพื่อวางรหัสที่คัดลอกมาได้ทันที

    หากยังไม่ได้รับรหัส ให้รอจนหมดเวลานับถอยหลังแล้วจึงกด “Resend code” เพื่อขอรหัสใหม่ เมื่อกรอกรหัสถูกต้อง ระบบจะยืนยันอีเมลและพาคุณไปตั้งค่าการยืนยันตัวตนสองชั้นต่อไป

  6. เปิดอีเมลเพื่อดูรหัสยืนยัน

    — ภาพ 11
    อีเมลยืนยันจาก bitfinex
    2026-07-17
    อีเมลยืนยันจาก bitfinex
    อีเมลจาก bitfinex ที่แสดงรหัสยืนยัน 6 หลักซึ่งใช้ได้ภายใน 5 นาที ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

    เปิดกล่องจดหมายของคุณแล้วมองหาอีเมลจาก bitfinex หัวข้อ “Action required: verify email address”

    ภายในอีเมลใต้หัวข้อ “Please confirm your email address” จะมีรหัสยืนยัน 6 หลักแสดงอยู่ และใช้ได้ภายใน 5 นาที ให้คัดลอกรหัสนี้ไปกรอกในหน้าจอก่อนหน้าเพื่อยืนยันอีเมล

สิ่งที่ควรทำหลังสมัคร Bitfinex เสร็จ

เราจะอธิบายแยกกันระหว่างการยืนยันตัวตนบน PC/เบราว์เซอร์ กับการยืนยันตัวตนบนสมาร์ทโฟน (มือถือ)

การยืนยันตัวตนบน PC/เบราว์เซอร์

— ภาพ 12
หน้าตั้งค่ายืนยันสองชั้น
2026-07-17
หน้าตั้งค่ายืนยันสองชั้น
หน้าจอเริ่มตั้งค่า 2FA ที่ bitfinex บังคับให้เปิดใช้ก่อนใช้งานบัญชี ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

หลังยืนยันอีเมลและสร้างบัญชีเสร็จ จะเข้าสู่หน้า “Set up Two-Factor Authentication” ทันที เพราะ bitfinex บังคับให้เปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้นก่อนเริ่มใช้งานบัญชี

คุณสามารถใช้แอปยืนยันตัวตนที่รองรับรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียวตามเวลา (TOTP) แอปใดก็ได้ เมื่อพร้อมแล้วให้กดปุ่ม “Next” เพื่อเริ่มตั้งค่า

— ภาพ 13
หน้าสถานะการยืนยันตัวตน
2026-07-17
หน้าสถานะการยืนยันตัวตน
หน้า Verification Status ระดับ Basic พร้อมตัวเลือกยกระดับเพื่อปลดล็อกการฝาก ถอน และเทรด ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

หน้า “Verification Status” คือศูนย์กลางจัดการระดับการยืนยันตัวตน ตอนนี้บัญชีของคุณอยู่ที่ระดับ “Basic” และเลือกประเภทบัญชีเป็น “Individual” ได้จากเมนูดรอปดาวน์

สิ่งที่ทำได้ในบัญชีจะขึ้นอยู่กับระดับการยืนยัน หากต้องการฝาก ถอน หรือเทรด ให้กด “Upgrade to Basic Plus (AU10TIX)” ส่วน “Upgrade to Intermediate” และ “Upgrade to Full Verification” จะปลดล็อกฟังก์ชันเพิ่มเติมอย่างการเทรดแบบมาร์จิน เลือกยกระดับให้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการใช้งาน

เมื่อยืนยันอีเมลแล้วบัญชีของคุณก็ถูกสร้างขึ้น จากนั้นต้องตั้งค่า 2FA ก่อน และระดับการยืนยันตัวตน (KYC) จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะฝาก ถอน หรือเทรดได้มากน้อยเพียงใด

การยืนยันตัวตนบนสมาร์ทโฟน (iOS / Android)

— ภาพ 14
หน้าตั้งค่ายืนยันสองชั้น
2026-07-17
หน้าตั้งค่ายืนยันสองชั้น
หน้าจอเริ่มตั้งค่า 2FA ที่ bitfinex บังคับให้เปิดใช้ก่อนใช้งานบัญชี ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

หลังยืนยันอีเมลและสร้างบัญชีเสร็จ จะเข้าสู่หน้า “Set up Two-Factor Authentication” ทันที เพราะ bitfinex บังคับให้เปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้นก่อนเริ่มใช้งานบัญชี

คุณสามารถใช้แอปยืนยันตัวตนที่รองรับรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียวตามเวลา (TOTP) แอปใดก็ได้ เมื่อพร้อมแล้วให้กดปุ่ม “Next” เพื่อเริ่มตั้งค่า

— ภาพ 15
หน้าสถานะการยืนยันตัวตน
2026-07-17
หน้าสถานะการยืนยันตัวตน
หน้า Verification Status ระดับ Basic พร้อมตัวเลือกยกระดับเพื่อปลดล็อกการฝาก ถอน และเทรด ที่มา: กองบรรณาธิการ chainhelm

หน้า “Verification Status” คือศูนย์กลางจัดการระดับการยืนยันตัวตน ตอนนี้บัญชีของคุณอยู่ที่ระดับ “Basic” และเลือกประเภทบัญชีเป็น “Individual” ได้จากเมนูดรอปดาวน์

สิ่งที่ทำได้ในบัญชีจะขึ้นอยู่กับระดับการยืนยัน หากต้องการฝาก ถอน หรือเทรด ให้กด “Upgrade to Basic Plus (AU10TIX)” ส่วน “Upgrade to Intermediate” และ “Upgrade to Full Verification” จะปลดล็อกฟังก์ชันเพิ่มเติมอย่างการเทรดแบบมาร์จิน เลือกยกระดับให้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการใช้งาน

เมื่อยืนยันอีเมลแล้วบัญชีของคุณก็ถูกสร้างขึ้น จากนั้นต้องตั้งค่า 2FA ก่อน และระดับการยืนยันตัวตน (KYC) จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะฝาก ถอน หรือเทรดได้มากน้อยเพียงใด

รหัสแนะนำ Bitfinex เพิ่มย้อนหลังหลังสมัครไม่ได้

รหัสแนะนำกรอกได้เฉพาะตอนสมัครเท่านั้น ไม่สามารถเพิ่มย้อนหลังได้

หากสมัครบัญชีเสร็จโดยไม่ได้กรอกรหัสแนะนำ จะไม่สามารถนำรหัสแนะนำมาผูกกับบัญชีในภายหลังได้ จึงโปรดระมัดระวัง

อนึ่ง หากยังทำ KYC (การยืนยันตัวตน) ไม่เสร็จ คุณยังสามารถสร้างบัญชีใหม่ได้ จึงควรพิจารณาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

  • ในช่องกรอกรหัสแนะนำมี 4L39Hns5S แสดงอยู่หรือไม่
  • ตรวจสอบช่องรหัสแนะนำอีกครั้งก่อนสร้างบัญชีให้เสร็จสมบูรณ์

Bitfinex คืออะไร

ผู้ให้บริการ ขนาดตลาด และสินทรัพย์ที่ Bitfinex รองรับ

Bitfinex เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2012 ดำเนินงานโดยบริษัท iFinex Inc. ซึ่งจดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (BVI) เมื่อ 21 พฤษภาคม 2013 โดยมีนิติบุคคลในเครืออย่าง BFXNA Inc. และ BFXWW Inc. ร่วมดำเนินการ และอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัทแม่เดียวกับผู้ออกเหรียญ Tether (USDt) ทั้งนี้ Bitfinex ไม่เคยเปิดเผยที่ตั้งสำนักงานใหญ่อย่างเป็นทางการ แม้ในอดีตจะเคยมีรายงานว่าตั้งฐานอยู่ที่ฮ่องกง ไต้หวัน และสวิตเซอร์แลนด์

ในแง่ขนาด Bitfinex ไม่ได้เป็นกระดานที่ครองอันดับต้น ๆ ด้านจำนวนผู้ใช้รายย่อย แต่จัดวางตำแหน่งตัวเองไว้ที่กลุ่มกลางซึ่งเน้นสภาพคล่องเชิงลึกมากกว่าฐานผู้ใช้จำนวนมาก ตัวเลขต่อไปนี้ (ณ 2026-07-17) สะท้อนภาพดังกล่าว

42อันดับสปอต CoinGeckoTrust Score 8
140–209 ล้านปริมาณสปอต 24 ชม. (ดอลลาร์)ช่วงจากผู้รวบรวมข้อมูล
1.08 พันล้านOpen Interest อนุพันธ์ (ดอลลาร์)ปริมาณอนุพันธ์ 24 ชม. ราว 65 ล้าน
5อันดับเงินสำรอง DeFiLlamaรวมราว 16.64 พันล้าน / สุทธิราว 10.19 พันล้านดอลลาร์

ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่า Bitfinex เป็นกระดานระดับกลางที่ให้ความสำคัญกับสภาพคล่องเชิงลึกและผู้ใช้ที่จริงจัง มากกว่าจะไล่ตามจำนวนผู้ใช้รายย่อย

ด้านผลิตภัณฑ์ Bitfinex รองรับการเทรดสปอต (ราว 250 สกุลเงินตามข้อมูลของ Bitfinex ครอบคลุมคู่เทรดราว 140 คู่) ฟิวเจอร์สแบบถาวรที่วางมาร์จินด้วย USDt (ราว 85 คู่) การเทรดแบบมาร์จินสูงสุด 10 เท่าผ่านตลาดกู้ยืมแบบ peer-to-peer ออปชันผ่านพันธมิตรภายนอกอย่าง Thalex การลงทุนในโทเคนไนซ์หลักทรัพย์ผ่านนิติบุคคล Bitfinex Securities บริการ Earn (staking และการปล่อยกู้ P2P) และเดสก์ OTC ส่วนช่องทางเงินสด รองรับสกุล USD, EUR, GBP และ JPY (โอนผ่านธนาคารคิดค่าธรรมเนียมฝาก 0.100% ขั้นต่ำ 60 ดอลลาร์หรือยูโร)

ประเด็นที่ผู้อ่านชาวไทยควรทราบตั้งแต่ต้นคือ Bitfinex ไม่มีช่องทางฝาก-ถอนด้วยเงินบาท (THB) โดยตรง การนำเงินเข้าออกจึงต้องอาศัยคริปโตหรือสกุลเงินต่างประเทศเป็นหลัก

ค่าธรรมเนียมเทรดศูนย์ ต้นทุนการฝาก-ถอน และส่วนลดจากโทเคน LEO

ตั้งแต่ 17 ธันวาคม 2025 Bitfinex คิดค่าธรรมเนียม maker/taker เป็นศูนย์อย่างถาวรกับลูกค้าทุกคน ครอบคลุมทั้งสปอต มาร์จิน อนุพันธ์ถาวร หลักทรัพย์ และ OTCประกาศของผู้ให้บริการ ระบุว่าเป็นกลยุทธ์ระยะยาว ไม่ใช่โปรโมชัน

โครงสร้างนี้ไม่มีการแบ่งชั้น VIP ตามปริมาณการเทรด กล่าวคือ ผู้ใช้ทุกระดับได้อัตราเท่ากันหมด (ข้อมูล ณ 2026-07-17)

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่ไม่ใช่การเทรดยังคงมีอยู่ การถอนคริปโตในหลายเครือข่ายไม่มีค่าธรรมเนียม (เช่น Algorand, Avalanche, Arbitrum และ Aptos) ส่วนเครือข่ายอื่นคิดค่าธรรมเนียม on-chain แบบคงที่ การถอนผ่านธนาคารคิด 0.100% (ขั้นต่ำ 100 ดอลลาร์หรือยูโร) และการโอนแบบด่วน (express wire) คิด 1.000% (ขั้นต่ำ 125)

โทเคนเนทีฟของแพลตฟอร์มอย่าง UNUS SED LEO (LEO) ซึ่งเปิดตัวในปี 2019 ไม่ได้ให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมการเทรดสปอตหรืออนุพันธ์ เพราะการเทรดเป็นศูนย์อยู่แล้ว แต่ช่วยลดค่าธรรมเนียมในตลาดกู้ยืม/ปล่อยกู้แบบ P2P (funding) ได้สูงสุด 5% (คิดเป็น 0.05% ต่อการถือ LEO มูลค่าเทียบเท่า 10,000 USDt)

◆ ◇ ◆

จุดเด่นของ Bitfinex

จุดต่างหลักของ Bitfinex ค่าธรรมเนียมศูนย์ การกู้ยืมแบบ P2P และโทเคนไนซ์หลักทรัพย์

ค่าธรรมเนียม

ศูนย์ถาวรสำหรับทุกคน

maker/taker เป็นศูนย์โดยไม่มีเงื่อนไขปริมาณการเทรดหรือการถือโทเคน (มีผล 2025-12-17) ต่างจากคู่แข่งที่คิดค่าธรรมเนียมตามชั้นปริมาณหรือการถือโทเคน
การกู้ยืม

ตลาดมาร์จินแบบ P2P

ตลาดกู้ยืมและปล่อยกู้แบบ peer-to-peer ที่ผู้ใช้ตั้งอัตราและระยะเวลาเอง มาร์จินสูงสุด 10 เท่า เป็นเอกลักษณ์ที่ Bitfinex ทำมานาน
หลักทรัพย์

โทเคนไนซ์หลักทรัพย์ที่มีใบอนุญาต

แพลตฟอร์มโทเคนพันธบัตรคลัง (USTBL) พันธบัตร และผลิตภัณฑ์ hashrate/litigation ผ่าน Bitfinex Securities (เอลซัลวาดอร์ CNAD / คาซัคสถาน AIFC)
ระดับสถาบัน

การเชื่อมต่อสำหรับมืออาชีพ

FIX gateway แบบโอเพนซอร์ส การวาง co-location บัญชีย่อย (sub-accounts) และเดสก์ OTC

เมื่อมองรวมกัน จุดต่างเหล่านี้ชี้ไปในทิศทางเดียว คือ Bitfinex ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ระดับมืออาชีพและสถาบันมากกว่ามือใหม่ทั่วไป

กลุ่มผู้ใช้ที่เหมาะกับ Bitfinex และกรณีที่แพลตฟอร์มอื่นตอบโจทย์กว่า

Bitfinex เหมาะที่สุดกับเทรดเดอร์มืออาชีพและสถาบันที่มองหาสภาพคล่องเชิงลึก คำสั่งซื้อขายขั้นสูง ตลาดกู้ยืมมาร์จินแบบ P2P และค่าธรรมเนียมศูนย์

เมื่อแพลตฟอร์มอื่นเหมาะกว่าผู้พำนักและพลเมืองสหรัฐถูกห้ามใช้งานโดยเด็ดขาด จึงต้องเลือกกระดานที่จดทะเบียนในสหรัฐ ส่วนผู้เริ่มต้นที่ยังไม่คุ้นเคย อาจเหมาะกับแอปรายย่อยที่ใช้งานง่ายกว่า เพราะ Bitfinex เน้นเครื่องมือสำหรับมืออาชีพ

สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย มีอีกปัจจัยที่ควรชั่งน้ำหนัก Bitfinex ไม่มีคู่เทรดที่จับคู่กับเงินบาทโดยตรง และไม่มีนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในไทย ผู้ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศและความสะดวกของช่องทางเงินบาท อาจนำข้อนี้ไปเทียบกับกระดานที่มีใบอนุญาตในไทย ทั้งนี้เป็นการชั่งน้ำหนักตามความต้องการของแต่ละคน ไม่ใช่ข้อสรุปที่ตายตัว

◆ ◇ ◆

แนวโน้มด้านกฎระเบียบของ Bitfinex

ใบอนุญาต ประเทศที่ถูกกันออก และทิศทางกฎระเบียบทั่วโลกของ Bitfinex

ภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบของ Bitfinex เป็นแบบที่ได้รับการกำกับในเขตนอกชายฝั่ง (offshore) เป็นหลัก ในเอลซัลวาดอร์ นิติบุคคล Bitfinex Securities El Salvador เป็นผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล (DASP) รายแรกภายใต้ CNAD ในด้านหลักทรัพย์ (อนุมัติเมื่อเมษายน 2023 มีผลมกราคม 2024) และต่อมาใบอนุญาต CNAD DASP ได้ขยายมาครอบคลุมแพลตฟอร์มหลักของ Bitfinex ทั้งสปอตและอนุพันธ์ โดยมีผลตั้งแต่พฤษภาคม 2026 ส่วนในคาซัคสถาน Bitfinex Securities Limited ดำเนินการภายใต้แซนด์บ็อกซ์ FinTech Lab ของ AIFC/AFSA

สหรัฐอเมริกาถูกกันออก / ถอนตลาดห้าม US Persons ตั้งแต่ 2017
สหราชอาณาจักรจำกัด (รายย่อย)หลังระบบ financial-promotions ของ FCA ต.ค. 2023
แคนาดา (ออนแทรีโอ)จำกัดตามข้อกำหนดหลักทรัพย์ระดับมณฑล
เอลซัลวาดอร์ / คาซัคสถานมีใบอนุญาตCNAD / AIFC
คิวบา อิหร่าน เกาหลีเหนือ ซีเรียถูกกันออกรวมภูมิภาคยูเครนที่ถูกยึดครองภายใต้ OFAC

เมื่อมองภาพรวม ทิศทางกฎระเบียบของ Bitfinex (ณ 2026-07-17) เดินไปสองทางพร้อมกัน คือ ไล่ขอใบอนุญาตในเขตที่เป็นมิตรกับคริปโต (CNAD ในเอลซัลวาดอร์ และ AIFC ในคาซัคสถาน) ขณะเดียวกันก็ถอนตัวจากตลาดที่กำกับเข้มงวด ทั้งการห้ามผู้ใช้ในสหรัฐ การจำกัดลูกค้ารายย่อยในสหราชอาณาจักร และการจำกัดในออนแทรีโอ ตีความได้ว่า Bitfinex กำลังสร้างฐานที่ได้รับการกำกับแบบ offshore มากกว่าจะรุกเข้าตลาดรายย่อยหลักในโลกตะวันตก นอกจากนี้ นิติบุคคล Bitfinex Securities ยังมีข้อกันออกเพิ่มเติมในบางเขต เช่น หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน รัฐบาลเวเนซุเอลา สเปน ออสเตรีย และอิตาลี

ทั้งนี้ มีนิติบุคคลที่ใช้ชื่อ Bitfinex ในระดับท้องถิ่นอยู่บ้าง ได้แก่ Bitfinex Türkiye (ในตุรกี ปัจจุบันยุติการให้บริการแล้ว) Bitfinex Securities Limited (ในคาซัคสถาน ยังดำเนินการอยู่) และ Bitfinex Securities El Salvador (ในเอลซัลวาดอร์ ยังดำเนินการอยู่)

สถานะของ Bitfinex ในไทย เข้าถึงได้แต่ยังไม่มีใบอนุญาตในโซนสีเทา

ในส่วนของประเทศไทย พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 13 เมษายน 2025 ได้ขยายขอบเขตการกำกับไปยังผู้ประกอบการ offshore ที่ “มุ่งเป้า” ผู้ใช้ในไทย ต่อมาเมื่อ 28 มิถุนายน 2025 สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ระบุชื่อและสั่งบล็อกแพลตฟอร์มไร้ใบอนุญาต 5 ราย ได้แก่ Bybit, OKX, 1000X, CoinEx และ XT.com

สถานะปัจจุบันBitfinex ไม่ได้ถูกระบุชื่อหรือถูกบล็อกในรายการดังกล่าว และยังเข้าถึงได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์ม offshore ที่ถูกตีความว่ามุ่งเป้าผู้ใช้ไทย จะต้องมีนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยและได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ซึ่ง Bitfinex ยังไม่มี ทั้งยังไม่มีคู่เทรดที่จับคู่กับเงินบาทโดยตรง จึงควรเข้าใจสถานะนี้ว่าเป็น “เข้าถึงได้แต่ยังไม่มีใบอนุญาต” ในโซนสีเทา มากกว่าจะเป็นสถานะที่ชี้ขาดแล้ว

ความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนใช้ Bitfinex

ประวัติการถูกแฮ็กและการพิสูจน์เงินสำรองแบบไม่มีผู้ตรวจสอบภายนอก

2015-05
เกิดเหตุถูกเจาะระบบครั้งก่อนหน้า สูญเสีย BTC ราว 1,500 เหรียญ
2016-08
ถูกขโมย 119,756 BTC (มูลค่าราว 72 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น) Bitfinex กระจายความเสียหายให้ลูกค้าทั้งระบบผ่านโทเคน BFX ซึ่งภายหลังไถ่คืนครบทั้งหมด
2022-02
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยึดคืน BTC ราว 94,643 เหรียญ (มูลค่าราว 3.6 พันล้านดอลลาร์ในขณะนั้น) และ Ilya Lichtenstein รับสารภาพในเดือนสิงหาคม 2023

ในด้านความมั่นคง Bitfinex เผยแพร่การพิสูจน์เงินสำรอง (proof of reserves) ด้วยเครื่องมือโอเพนซอร์สที่พัฒนาขึ้นเอง (Antani/Ballot) พร้อมเปิดเผยที่อยู่กระเป๋าสาธารณะมาตั้งแต่พฤศจิกายน 2022 แต่วิธีนี้ไม่ใช่การตรวจสอบแบบ Merkle-tree โดยบุคคลที่สาม และไม่มีการตรวจ PoR จากภายนอก นอกจากนี้ยังไม่มีประกันเงินทุนของผู้ใช้ และไม่มีการเปิดเผยกองทุนคุ้มครองโดยเฉพาะ ส่วนเว็บจัดอันดับความปลอดภัย CER.live ให้เกรด CCC (อันดับ 71) โดยรวมแล้วนี่คือความเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ใช้ และควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนฝากสินทรัพย์จำนวนมาก

ประวัติการระงับการถอนเงิน คดียอมความ และความเชื่อมโยงกับ Tether

ประวัติการเข้าถึงเงินทุนของ Bitfinex มีจุดที่ควรระวัง ในช่วงปี 2017–2018 การถอนเงินสด USD ล่าช้าอย่างมาก หลังจาก Wells Fargo ตัดการโอนเงินผ่านธนาคารในเดือนเมษายน 2017 และ Bitfinex สูญเสียช่องทางธนาคารหลายทาง เงินราว 850 ล้านดอลลาร์ที่ฝากไว้กับผู้ประมวลผลการชำระเงิน Crypto Capital กลายเป็นเงินที่เข้าถึงไม่ได้ ซึ่งภายหลังกลายเป็นแกนกลางของคดีที่อัยการสูงสุดนิวยอร์กดำเนินการ นอกจากนี้ในเดือนมิถุนายน 2018 ยังเกิดเหตุ DDoS ที่ทำให้กระดานออฟไลน์ไปราว 1 ชั่วโมง

ความเสี่ยงกระจุกตัวกับ Tetherเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2021 Bitfinex ยอมความกับอัยการสูงสุดนิวยอร์ก (18.5 ล้านดอลลาร์ และยุติการเทรดกับชาวนิวยอร์ก) และเมื่อ 15 ตุลาคม 2021 CFTC มีคำสั่งปรับ Bitfinex 1.5 ล้านดอลลาร์ (รวมกับ Tether 41 ล้าน เป็น 42.5 ล้านดอลลาร์) จากกรณีบิดเบือนข้อมูลการหนุนหลังด้วยดอลลาร์ของ Tether และการปกปิดการขาดทุนราว 850 ล้านดอลลาร์ โดยพฤติกรรมในปี 2021 ถูกวินิจฉัยว่าละเมิดคำสั่งเดิมของปี 2016 ที่สำคัญคือ Bitfinex มีเจ้าของร่วมกับ Tether (USDt) ทำให้เกิดความเสี่ยงกระจุกตัวด้านคู่สัญญาและการเปิดเผยข้อมูลของ stablecoin โดยเฉพาะ

ประวัติการถอนตลาดและความเสี่ยงกฎระเบียบเชิงอนาคตต่อผู้ใช้

สุดท้าย ควรมองความเสี่ยงด้านกฎระเบียบในเชิงอนาคตที่อาจกระทบ “ตัวคุณ” โดยตรง Bitfinex มีประวัติถอนหรือออกจากตลาดที่กำกับเข้มงวดมาแล้วหลายครั้ง ทั้งการห้ามผู้ใช้ในสหรัฐตั้งแต่ปี 2017 การจำกัดลูกค้ารายย่อยในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2023 และการยุตินิติบุคคลในตุรกีเมื่อปี 2025 ขณะเดียวกันก็กำลังเผชิญการบล็อกแพลตฟอร์ม offshore และระบบใบอนุญาตใหม่ในหลายตลาด เช่น กำหนดเส้นตายขออนุญาตในบราซิลภายใน 30 ตุลาคม 2026 การเตรียมบล็อกในเวียดนามและรัสเซีย รวมถึงระบบใบอนุญาตใหม่ที่กำลังจะมาถึงในไทยและไต้หวัน

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ความเสี่ยงนี้สอดคล้องกับสถานะโซนสีเทาที่กล่าวไปแล้ว กล่าวคือ แพลตฟอร์มที่ยังไม่มีใบอนุญาตอย่าง Bitfinex มีโอกาสถูกจำกัดการเข้าถึงในอนาคต หากถูกตีความว่ามุ่งเป้าผู้ใช้ไทย โดยรวมแล้วนี่คือแนวโน้มของฐานผู้ใช้รายย่อยที่หดตัวลงในเขตที่กำกับเข้มงวดขึ้น ซึ่งควรนำมาพิจารณาอย่างเป็นกลาง